วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ความหมายของหนังสั้น

หนังสั้น คือ หนังยาวที่สั้น ก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงที่มีประเด็นเดียวสั้นๆ แต่ได้ใจความ
ศิลปะการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิทาน นิยาย ละคร หรือภาพยนตร์ ล้วนแล้วแต่มีรากฐานแบบเดียวกัน นั่นคือ การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นของมนุษย์หรือสัตว์ หรือแม้แต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นช่วงเวลาหนึ่งเวลาใด ณ สถานที่ใดที่หนึ่งเสมอ ฉะนั้น องค์ประกอบที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ตัวละคร สถานที่ และเวลา
       สิ่งที่สำคัญในการเขียนบทหนังสั้นก็คือ การเริ่มค้นหาวัตถุดิบหรือแรงบันดาลใจให้ได้ ว่าเราอยากจะพูด จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอะไร ตัวเราเองมีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ อย่างไร ซึ่งแรงบันดาลใจในการเขียนบทที่เราสามารถนำมาใช้ได้ก็คือ ตัวละคร แนวความคิด และเหตุการณ์ และควรจะมองหาวัตถุดิบในการสร้างเรื่องให้แคบอยู่ในสิ่งที่เรารู้สึก รู้จริง เพราะคนทำหนังสั้นส่วนใหญ่ มักจะทำเรื่องที่ไกลตัวหรือไม่ก็ไกลเกินไปจนทำให้เราไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้ เมื่อเราได้เรื่องที่จะเขียนแล้วเราก็ต้องนำเรื่องราวที่ได้มาเขียน Plot (โครงเรื่อง) ว่าใคร ทำอะไร กับใคร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะอะไร และได้ผลลัพธ์อย่างไร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูล หรือวัตถุดิบที่เรามีอยู่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนว่ามีแนวคิดมุมมองต่อชีวิตคนอย่างไร เพราะความเข้าใจในมนุษย์ ยิ่งเราเข้าใจมากเท่าไร เราก็ยิ่งทำหนังได้ลึกมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อเราได้เรื่อง ได้โครงเรื่องมาเรียบร้อยแล้ว เราก็นำมาเป็นรายละเอียดของฉาก ว่ามีกี่ฉากในแต่ละฉากมีรายละเอียดอะไรบ้าง เช่นมีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ไปเรื่อย ๆ จนจบเรื่อง ซึ่งความจริงแล้วขั้นตอนการเขียนบทไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากมาย เพราะมีการกำหนดเป็นแบบแผนไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยาก มาก ๆ ก็คือกระบวนการคิด ว่าคิดอย่างไรให้ลึกซึ้ง คิดอย่างไรให้สมเหตุสมผล ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้ไม่มีใครสอนกันได้ทุกคน ต้องค้นหาวิธีลองผิดลองถูก จนกระทั่ง ค้นพบวิธีคิดของตัวเอง การเตรียมการและการเขียนบทภาพยนตร์ การเขียนบทภาพยนตร์เริ่มต้นที่ไหน เป็นคำถามที่มักจะได้ยินเสมอสำหรับผู้ที่เริ่มหัดเขียนบทภาพยนตร์ใหม่ ๆ เช่น ควรเริ่มช็อตแรก เห็นยานอวกาศลำใหญ่แล่นเข้ามาขอบเฟรมบนแล้วเลยไปสู่แกแล็กซี่เบื้องหน้าเพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของจักรวาล หรือเริ่มต้นด้วยรถที่ขับไล่ล่ากันกลางเมืองเพื่อสร้างความตื่นเต้นดี หรือเริ่มต้นด้วยความเงียบมีเสียงหัวใจเต้นตึกตัก ๆ ดี หรือเริ่มต้นด้วยความฝันหรือเริ่มต้นที่ตัวละครหรือเหตุการณ์ดี เหล่านี้เป็นต้น บางคนบอกว่ามีโครงเรื่องดี ๆ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไรการเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์ เราต้องมีเป้าหมายหลักหรือเนื้อหาเป็นจุดเริ่มต้นการเขียน เราเรียกว่าประเด็น (Subject) ของเรื่อง ที่ต้องชัดเจนแน่นอน มีตัวละคร และแอ็คชั่น ดังนั้น นักเขียนควรเริ่มต้นจากจุดนี้พร้อมด้วยโครงสร้าง (Structure) ของบทภาพยนตร์ประเด็นอาจเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ เช่น มนุษย์ต่างดาวเข้ามาเยือนโลกแล้วพลัดพลาดจากยานอวกาศของตน ไม่สามารถกลับดวงดาวของตัวเองได้ จนกระทั่งมีเด็ก ๆ ไปพบเข้าจึงกลายเป็นเพื่อนรักกัน และช่วยพาหลบหนีจากอันตรายกลับไปยังยานของตนได้ นี่คือเรื่อง E.T. – The Extra-Terrestrial (1982) หรือประเด็นเป็นเรื่องของนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทที่สูญเสียตำแหน่งและต้องการเอากลับคืนมา คือเรื่อง Rocky III หรือนักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุสำคัญที่หายไปหลายศตวรรษ คือเรื่อง Raider of the Lost Ark (1981) เป็นต้นการคิดประเด็นของเรื่องในบทภาพยนตร์ของเราว่าคืออะไร ให้กรองแนวความคิดจนเหลือจุดที่สำคัญมุ่งไปที่ตัวละคร และแอ็คชั่น แล้วเขียนให้ได้สัก 2-3 ประโยค ไม่ควรมากกว่านี้ และที่สำคัญไม่ควรกังวลในจุดนี้ว่าจะต้องทำให้บทภาพยนตร์ของเราถูกต้องในแง่ของเรื่องราว แต่ควรให้มันพัฒนาไปตามแนวทางของขั้นตอนการเขียนจะดีกว่าสิ่งแรกที่เราควรฝึกเขียนคือต้องบอกให้ได้ว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เช่น เรื่องเกี่ยวกับความดีและความชั่วร้าย หรือเกี่ยวกับความรักของหนุ่มชาวกรุงกับหญิงบ้านนอก ความพยาบาทของปีศาจสาวที่ถูกฆาตกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความคิดที่ยังขาดแง่มุมของการเขียนว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จึงต้องชัดเจนมากกว่านี้ โดยเริ่มที่ตัวละครหลักและแอ็คชั่น ดังนั้นประเด็นของเรื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญของจุดเริ่มต้นการเขียนบทภาพยนตร์อย่างไรก็ตาม การเขียนบทภาพยนตร์สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ ควรค้นหาสิ่งที่น่าสนใจจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวของนักเขียนเอง เขียงเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองรู้ ทำให้ได้รายละเอียดในเชิงลึกของเนื้อหา เกิดความจริง สร้างความตื่นตะลึงได้ เช่นเรื่องในครอบครัว เรื่องของเพื่อนบ้าน เรื่องในที่ทำงาน ของตนเอง เรื่องในหนังสือพิมพ์รายวัน เป็นต้น

ประวัติหนังสั้น

  หนังสั้นโดยเปรียบเทียบกับเรื่องสั้นในความหมายของหนังสั้นที่ยึดถือตามธรรมเนียมปฏิบัติคือ หนังที่มีความยาวไม่เกิน 30 นาที มีรูปเเบบหรือสไตล์หลากหลาย ทั้งที่ใช้การเเสดงสด(Live action film)หรือ แอมนิเมชั่น(animited film) ก็ได้
        การกำหนดความยาวของหนังสั้นด้วยเวลาที่เเน่นอน เพราะเนื่องจากหนังที่มีความยาวเกิน 30 นาที จะมีรูปเเบบของการเข้าถึงตัวละครเเละโครงเรื่องต่างจากหนังสั้นที่มีความยาวไม่เกิน 30 นาที หนังที่มีความยาวตั้งเเต่ 30-60 นาที จะมีโครงเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าการกำหนดอารมณ์ของคนดูว่าตอนไหนควรเร่งรีบ ตอนไหนควรทิ้งหรือถ่วงเวลาเพื่อให้คนดูสนุกสนาน ส่วนหนังสั้นมีเวลาจำกัดไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์หรือเล่นอารมณ์กับคนดูได้มากนักจึงต้องเข้าถึงตัวละครอย่างรวดเร็ว เเละทำโครงเรื่องให้ง่ายไม่ซับซ้อนเพื่อให้คนดูเข้าใจเรื่องได้ในเวลาที่จำกัด

เทคนิคการถ่ายวีดีโอให้นิ่งที่สุด โดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง

 ส่วนใหญ่แล้วช่างภาพวีดีโอมือสมัครเล่นทั่วไป จะชอบถือกล้องในแบบที่ถนัดที่สุด แบบที่สบายที่สุด และแบบที่ถือแล้วไม่เมื่อย แต่มุมมองที่ออกมา ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แถมภาพสั่นยังกะอยู่ในคลื่นกลางทะเล วิธีที่จะทำให้วีดีโอนั้นไม่สั่นก็ต้องใช้ขาตั้งกล้องนะครับ ขาตั้งกล้องช่วยได้มากทีเดียว และต้องเป็นหัวแพนด้วย ถ้าเป็นหัวบอล ใช้สำหรับกล้องถ่ายภาพนิ่งนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าเราไปเที่ยว ถือแค่กล้องไปตัวเดียว ไม่อยากเอาขาตั้งกล้องไปด้วย มันใหญ่และเกะกะมาก ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆครับ ที่จะทำให้ได้มุมมองที่สวย และจับถือได้นิ่งมากๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเลย ขั้นตอนแรกนะครับ ให้ท่านจับกล้องด้วย 2 มือ กุมกล้องไว้ในมือทั้ง 2 จากนั้นยืดแขนออกไปให้สุด เพื่อฟิตกล้ามเนื้อก่อน ซัก 3-5 รอบ แล้วก็เอากล้องมาชิดที่หน้าท้อง ติดหน้าท้องเลยนะครับ ดันให้แน่นๆ เสยมุมกล้องขึ้นบนนิดหน่อยพอสวยงาม จากนั้นก็บิดจอ LCD ขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นจอภาพถนัดๆ จากนั้นก็กด Record ได้เลย ในระหว่างที่ถ่ายอยู่ ต้องใช้มือทั้ง 2 ที่กุมกล้องอยู่ ดันกล้องให้ติดหน้าท้องนะครับ รับรองได้ว่า วีดีโอที่ออกมา สวยและนิ่งใช้ได้เลยครับ แต่ถ่ายไปนานๆ จะรู้สึกเมื่อยนะครับ เพราะต้องกดกล้องเข้าหาหน้าท้องตัวเองอยู่ตลอดเวลา หากถ่ายนานๆใช้ขาตั้งหรือโต๊ะ หรือหาอะไรที่มันพอจะวางกล้องได้มันจะดีกว่านะครับ ลองเอาเทคนิคนี้ไปประยุกต์ใช้กันดู หวังว่าคงจะมีประโยชน์สำหรับสมาชิกทุกท่านครับ

ขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์

1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research)
เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น  คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise)
หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า…” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis)
คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment)
เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำคัญ (premise)  ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
 5. บทภาพยนตร์ (screenplay)
สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting script)
คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
7. บทภาพ (storyboard)
คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของ
ช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ      เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย

การเขียนบทภาพยนตร์จากเรื่องสั้น

การเขียนบทอาจเป็นเรื่องที่นำมาจากเรื่องจริง เรื่องดัดแปลง ข่าว เรื่องที่อยู่รอบ ๆ ตัว  นวนิยาย   เรื่องสั้น หรือได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจในเรื่องราวหรือบางสิ่งที่คนเขียนบทได้สัมผัส เช่น ดนตรี บทเพลง บทกวี ภาพเขียน และอื่น ๆ หรืออะไรที่ทำให้เกิดความคิด จินตนาการ การสร้างสรรค์ คือการนำเรื่องราวมาประสมประสานกันให้เป็นเรื่องขึ้นมา ความพยายามเท่านั้นทำให้เกิดความสำเร็จ  ขอให้ศึกษาในบทภาพยนตร์ต่อไป

พัฒนาการของภาพยนตร์สั้น

ปัจจุบันหนังสั้นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาให้กลายเป็นหนังบันเทิงเรื่องยาว หนังเรื่องเเรกเท่าที่มีการค้นพบ เป็นหนังสั้นของ Edison มีความยาวประมาณ 50 ฟุต เป็นเเอ็คชั่นของการจามเรื่อง Fred Ott’s Sneeze (1894) ถ่ายด้วยกล้อง Kinetograph การสร้างหนังในช่วงเเรก เป็นหนังสั้นทุกเรื่อง เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
           ภาพยนตร์ในสมัยนั้นได้รับความสนใจมาก เเละเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ดีทำให้บริษัทของ Edison เเละบริษัทอื่นๆรวมทั้งบริษัท Mutoscope เเละ Biograph เริ่มต้นที่จะรวมตัวกันผูกขาดกิจการค้า โรงหนัง Pittsburgh ในปี 1905 ซึ่งโรงหนังนี้ทำให้มีคนดูหนังมากขึ้น ธุรกิจหนังสั้นในยุคนั้นจึงเฟื่องฟูขึ้น ในปี 1908 อิตาลีสร้างหนังประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มีความยาว 5 ม้วน D.W. Griffith ได้รับอิทธิพล การสร้างหนังที่มีความยาวขึ้น ซึ่งเเต่เดิมการสร้างภาพยนตร์เรื่องยาว เขามีความพยายามสร้างอยู่เเล้วโดยสร้างให้ยาวมากขึ้นเรื่อยๆจาก 1 ม้วนเป็น 2 ม้วน เช่นเรื่อง Enoch Arden (1991) เเม้จะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เเละถูกคัดค้านไม่เห็นด้วยจากผู้อำนวยการสร้าง เเต่ในที่สุดเมื่อเขาชมภาพยนตร์ที่มีความยาวของอิตาลี จึงเป็นเเรงให้เขามีเเรงบันดาลใจในการสร้างหนังยาวถึง 4 ม้วน ในเรื่อง Judith  of Bethulia (1914) ซึ่งเป็นหนังที่มีความยาวมากครั้งเเรกของประวัติศาสตร์การสร้างหนังของ Hollywood เป็นเรื่องสำคัญเรื่องสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มสร้างหนังบันเทิงเรื่องยาว คือ The Birth of a Natoin (1915) อันเป็นจุดเริ่มต้นบรรทัดฐานการสร้างหนังบันเทิงที่มีความยาวในปัจจุบัน เเม้ว่าหนังบันเทิงที่มีความยาวมากขึ้นจะได้รับความนิยม เเต่หนังสั้นก็ยังคงผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง มีผู้กำกับหนุ่ม Mack Scnnett ที่ไม่สามารถผลิตหนังตลกให้กับบริษัทของ Edison หรือ Biograph ได้อีกต่อไปจึงออกมาสร้างบริษัทสร้างภาพยนตร์อิสระของตนเอง ชื่อบริษัท Keystone Picture ผลิตหนังสั้นตลก ต่อมาในปี 1913 นักเเสดงชาวอังกฤษ Charlie Chapplin ได้ร่วมกับบริษัทของ Sennett สร้างหนังสั้นตลกยิ่งใหญ่ออกมาอีกหลายเรื่อง เช่น The Tramp (1915) , One A.M. (1916), Easy Street (1917), เเละ A dog’s Life (1918) หนังสั้นตลกของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการวิพากษ์สังคมโดยผ่านตัวละครโง่เขลา จนในที่สุดกลายมาเป็นเเบบอย่างให้กับนักเเสดงตลกที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ตามมา เช่น Buster Keaton เเละ Laurel and Hardy

เทคนิคการถ่ายวีดีโอ

 ปัจจุบันกล้องวีดีโอมีอยู่หลายประเภท เช่น แบบ Handycam(กล้องขนาดเล็ก)  กล้องแบบมืออาชีพ(ขนาดใหญ่) แต่หลักการและเทคนิคการถ่ายจะเหมือนๆกัน
ก่อนอื่นเรามาทราบถึงประเภทของสื่อที่ใช้บันทึกภาพของกล้องวีดีโอก่อนว่าปัจจุบันมีอยู่กี่แบบ
1.แบบใช้ม้วนเทป  ปัจจุบันเหลือเพียง miniDV   เป็นส่วนใหญ่
2.แบบใช้แผ่น  ซึ่งจะใช้แผ่น mini DVD เป็นตัวเก็บข้อมูล
3.แบบใช้ Hard Disk ปัจจุบันมีให้เลือกหลายขนาดของความจุ เช่น 30 GB, 60 GB ต้น
4.แบบใช้ Memory card  เช่น SD,  Memory Stick, XDcard  เป็นต้น
เทคนิคการถ่าย
1. อย่าถ่ายแช่นานเกินไป
2.อย่ายกกล้องไปมาแทนสายตา
3.ถ้าเหตุการณ์นั้นยังไม่สิ้นสุด อย่าหยุดถ่ายกลางคัน
4.อย่าZoom หรือ Pan ขณะถ่าย บ่อยเกินไป
5.หาจุดจบที่ทำให้สนใจ
6.พยายามมองหาจุดที่น่าสนใจรอบๆตัวเพื่อจะได้ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ
หลักการง่ายๆแค่นี้ ท่านก็จะได้ภาพที่ดูดี ระดับมืออาชีพแล้ว
7. ถือกล้องให้นิ่ง อย่าสั่น เทคนิคง่ายๆคือกลั้นหายใจ หรือหายใจเบาๆ ขณะที่กด record

ขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์

1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research) เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise) หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า…” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3.การเขียนเรื่องย่อ (synopsis) คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment) เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
5. บทภาพยนตร์ (screenplay) สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting script) คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น
         นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง บทภาพ (storyboard) คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย การเขียนบทภาพยนตร์จากเรื่องสั้นการเขียนบทอาจเป็นเรื่องที่นำมาจากเรื่องจริง เรื่องดัดแปลง ข่าว เรื่องที่อยู่รอบๆ ตัว นวนิยาย เรื่องสั้น หรือได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจในเรื่องราวหรือบางสิ่งที่คนเขียนบทได้สัมผัส เช่น ดนตรี บทเพลง บทกวี ภาพเขียน และอื่น ๆ

ปัจจัยสำคัญของภาพยนตร์สั้น


1. ความยาว (Lenght)
ภาพยนตร์สั้นมักมีความยาวตั้งแต่ 1 – 30 นาที ขึ้นอยู่กับความพอดีและลงตัว ความพอดี หรือความลงตัว อยู่ที่หนังสามารถตอบสนองเรื่องราวได้อย่างน่าพอใจหรือยัง ความยาวจึงขึ้นอยู่กับผู้กำกับที่จะตัดสินใจว่า การเล่าเรื่องเกินพอดี หรือขาดความพอดีหรือไม่ ซึ่งการขาดความพอดี หรือการเกินความพอดี จะส่งผลให้หนังอืดอาดยืดยาด หรือหนังเร็วจนเรื่องขาดหายไปทำให้ดูไม่รู้เรื่องสำหรับหนังของมือใหม่มักมีข้อบกพร่อง คือ กังวลว่าคนดูจะไม่รู้เรื่อง จึงมักพูดมาก จนน่าเบื่อ หรือความอ่อนประสบการณ์ทำให้ไม่สามารถแตกช็อตให้คนดูเข้าใจเรื่องได้จึงกลายเป็นหนังที่ห้วนและดูไม่รู้เรื่อง
2. แก่นเรื่อง (Theme)
แก่นเรื่อง คือ สาระหรือจุดเป้าหมายที่เรากำลังพยายามเข้าถึงแก่นเรื่อง คือ ความคิดลึกซึ้งที่เป็นนามธรรม หรือ ความคิดที่ยึดโครงสร้างของเรื่อง และนำเสนอผ่านตัวละคร เป็นแอ๊กชั่นของการแสดงทั้งหมด แก่นเรื่องเป็นศูนย์กลางความคิดหลักที่เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่ผู้กำกับต้องการสื่อสารกับคนดู สำคัญมากหนังสั้นควรมีความคิดหลักประการเดียว มิฉะนั้นจะทำให้เรื่องซับซ้อนต้องใช้วิธีเล่าเรื่องแบบหนังที่มีความยาวทั่วไป ความคิดหลักไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับคนดูเสมอไป แต่ให้คนดูมีโอกาสไตร่ตรองสำรวจความคิดของตนเองเป็นการจุดจินตนาการและทำให้เกิดความคิดทางสติปัญญาขึ้น
3. ความขัดแย้ง (Conflict)
เป็นการกำหนดความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งให้กับตัวละครหรือเป็นเป้าหมายที่ตัวละครต้องการจะไปให้ถึงแล้วเรา (ผู้เขียนบท) จะสร้างอุปสรรคให้ตัวละครแก้ปัญหา หรือสร้างวิธีการต่าง ๆ
นานาให้ตัวละครไปสู่เป้าหมายอย่างยากเย็น การสร้างความขัดแย้ง ผู้เขียนบทต้องเริ่มวางประเด็นของเรื่องไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะลงมือเขียนบทเป็นประโยคสำคัญ ความขัดแย้งมีหลายประเภท คือ
– ความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเอง
– ความขัดแย้งระหว่างบุคคล
– ความขัดแย้งระหว่างคนกับสังคม
– ความขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติ
4. เหตุการณ์เดียว (One Primary Event)
เหตุการณ์หลักในหนังสั้น ควรมีเพียงเหตุการณ์เดียว ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
อาจจะกินระยะเวลาในหนังหลายวันหรือหลายอาทิตย์ก็ได้ ที่เป็นเช่นนี้ทำให้เนื้อเรื่องดูง่าย ไม่ซับซ้อน
มีความยาวไม่มากนักใช้เหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียวในการเล่าเรื่องเพื่อให้เหมาะสมกับเวลา
5. ตัวละครเดียว (One Major Character)
ตัวละครในภาพยนตร์ คือ การแสดงของคนที่มีบุคลิกลักษณะตามที่เราเลือกไว้
เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการแสดงตัวละคร คือ มุมมอง หรือวิธีมองโลก (ซึ่งสามารถหมายถึง วิสัยทัศน์)
หรือวิธีที่ตัวละครมองโลกในแง่มุมต่างๆ หนังสั้นจะใช้ตัวละครหลักเพียงตัวเดียว และผู้เขียนจำเป็นต้องสร้างให้ตัวละครให้มีความน่าสนใจ และใช้ตัวละครหลักไปสัมพันธ์กับตัวละครอื่น หรือปัญหาอื่นแล้วเปิดเผยให้คนดูเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าตกใจ
6. ความต้องการ (Need & Want)
ความต้องการของตัวละคร คือ สิ่งที่ตัวละครอยากได้ อยากมี อยากเป็น ต้องการให้ได้มาต้องการบรรลุในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระหว่างเนื้อหาของเรื่องราวผู้เขียนต้องกำหนดความต้องการของตัวละครก่อนเขียนบท โดยกำหนดว่าอะไร ? คือความต้องการของตัวละคร ความต้องการนี้จะเป็นตัวผลักดันตัวละคร ให้เกิดการกระทำจากนั้นผู้เขียนต้องสร้างอุปสรรคขัดขวางความต้องการนั้นสำคัญมาก ความต้องการจะช่วยให้โครงเรื่องพัฒนาไปอย่างมีทิศทางในหนังสั้นความต้องการของตัวละครหลักมักมีหลายระดับ
7. โครงสร้างของบท (Structure)
โครงสร้าง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับทั้งหมด ส่วนย่อยคือ แอ๊กชั่น , ตัวละคร , ฉาก , ตอน , องก์ (1,2,3) , เหตุการณ์ , สถานการณ์ , ดนตรี สถานที่ ฯลฯ ส่วนย่อยทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นเพื่อหลอมรวมเป็นเรื่องแล้วโครงสร้างจะเป็นตัวยึดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกันเป็นภาพรวมทั้งหมด
          8. ปูมหลัง (Backstory)
ปูมหลังของเรื่อง คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเรื่องในภาพยนตร์จะเกิดเหตุการณ์ในอดีตจะส่งผลตรงกับอารมณ์ของตัวละครหลักปูมหลังของเรื่องมีความสัมพันธ์กับความต้องการของตัวละคร คนเขียนบทต้องกำหนดล่วงหน้าก่อนลงมือเขียนบท แต่ปูมหลังไม่จำเป็นต้องปรากฏอยู่ในบท

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ค่านิยม 12 ประการ

1 มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

          1.1 เป็นพลเมืองดีของชาติ เช่น ยืนตรงเคารพธงชาติ  ร้องเพลงชาติ
          1.2 ธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย เช่น เข้าร่วม ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดองที่เป็นประโยชน์ต่อ โรงเรียน ชุมชนและสังคม
        1.3ศรัทธา ยึดมั่น ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนา เช่น เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนเองนับถือ และปฏิบัติตนตามหลักของศาสนาที่ตนนับถือ
          1.4 เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น มีส่วนร่วมหรือ จัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 
 
2 มีความซื่อสัตย์สุจริต
        

  2.1 ประพฤติตรงตามความเป็นจริงต่อตนเองทั้งทายกาย วาจา ใจ เช่น ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงปราศจากความลำเอียง  และปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความถูกต้องละอายและเกรงกลัวต่อการกระทำผิดและปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา

           2.2  ประพฤติตรงตามความเป็นจริงต่อผู้อื่นทั้งทายกาย วาจา ใจ เช่น ไม่ถือเอาสิ่งของหรือผลงานของผู้อืนมาเป็นของตนเอง  ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรงและไม่หาประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกต้อง

 3 กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
          3.1  ปฏิบัติตามข้อตกลง  กฎเกณฑ์  ระเบียบข้อบังคับของครอบครัว  โรงเรียน  และสังคม เช่น ปฏิบัติตามข้อตกลง  กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับของครอบครัว  โรงเรียน และสังคม ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น  และตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันและรับผิดชอบในการทำงาน

4 ใฝหาความรู้่ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม
     4.1   ตั้งใจเพียรพยายามในการเรียน และเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น ตั้งใจเรียน  เอาใจใส่และมีความเพียรพยายามในการเรียนรู้  และสนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
    4.2   แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน  ด้วยการเลือกใช้สื่ออย่างเหม่ะสม  บันทึกความรู้ วิเคราะห์สรุปเป็นองค์ความรู้  และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น  ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ  เอกสาร  สิ่งพิมพ์  สื่อ  เทคโนโลยีต่างๆ  แหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สื่อได้อย่างเหมาะสม  บันทึกความรู้  วิเคราะห์  ตรวจสอบจากสิ่งที่เรียนรู้  สรุปเป็นองค์ความรู้  และแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยวิธีการต่างๆเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน


5.รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย 
         5.1 ภาคภูมิใจในขนบธรรมเนียม ประเพณี  ศิลปะ  วัฒนธรรมไทยและมีความกตัญญูกตเวที เช่น แต่งกายและมีมารยาทงดงามแบบไทย  มีสัมมาคารวะ   กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ  ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย  และชักชวน แนะนำให้ผู้อื่นตามขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย
         5.2 เห็นคุณค่าและใช้ภาษาไทยในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น ใช้ภาษาไทยและเลขไทยในการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและชักชวน แนะนำให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าของการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง
 
  5.3 อนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาไทย เช่น  นำภูมิปัญญาไทยมาใช้ให้เหมาะสมในวิถีชีวิต ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาไทยและแนะนำ มีส่วนร่วมในการสืบทอดภูมิปัญญาไทย


6.มีศีลธรรม รักษาความสัตย์
 

7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย


8. มีระเบียบวินัย รักษากฎหมาย ผู้น้อยรู้จักเคารพผู้ใหญ่


9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ

                9.1  ตั้งใจและรับผิดชอบ มีสติ คิดรอบคอบ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่การงาน เช่น  เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  ตั้งใจและรับผิดชอบในการทำงานให้สำเร็จ  และปรับปรุงและพัฒนาการทำงานด้วยตนเอง
                9.2   ทำงานด้วยความเพียรพยายามและอดทนเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น  ทุ่มเททำงาน  อดทน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน พยายามแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานให้สำเร็จ และชื่นชมผลงานด้วยความภาคภูมิใจ


10. รู้จักดำรงตนโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
              10.1  ดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ  มีเหตุผล  รอบคอบ  มีคุณธรรม เช่น ใช้ทรัพย์สินของตนเอง เช่น  เงิน  สิ่งของ เครื่องใช้  ฯลฯ  อย่างประหยัด คุ้มค่า และเก็บรักษาดูแลอย่างดี รวมทั้งการใช้เวลาอย่างเหมาะสม  ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยัด  คุ้มค่า และเก็บรักษาดูแลอย่างดี  ปฏิบัติตนและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ มีเหตุผลและไม่เอาเปรียบผู้อื่นและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน  พร้อมให้อภัยเมื่อผู้อื่นกระทำผิด
              10.2 มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เช่น วางแผนการเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันบนพื้นฐานของความรู้  ข้อมูล ข่าวสารและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม ยอมรับและปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข


11. มีความเข้มแข็งทั้งร่ายกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจใฝ่ต่ำ

                                     

 12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง

                12.1 ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจและพึงพอใจโดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น ช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูทำงานด้วยความเต็มใจ  อาสาทำงานให้ผู้อื่นด้วยกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญาโดยไม่หวังผลตอบแทนและแบ่งปันสิ่งของ  ทรัพย์สิน และอื่นๆและช่วยแก้ปัญหาหรือสร้างความสุขให้กับผู้อื่น
                12.2 เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชนและสังคม เช่น ดูแลรักษาสาธารณสมบัติและสิ่งแวดล้อมด้วยความเต็มใจ  เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชนและสังคม และเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาหรือร่วมสร้างสิ่งที่ดีงามของส่วนรวมตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความกระตือรือร้น




วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ต้นไม้มงคล

ไม้มงคล

ต้นมะยม

          ฟังแค่ชื่อ "มะยม" ก็พอเดาได้ใช่ไหมล่ะว่า ทำไมคนถึงนิยมปลูกต้นมะยมไว้ที่บ้านกัน ก็เพราะเขาเชื่อกันว่า การปลูกต้นมะยมจะทำให้คนนิยมชมชอบ รักใคร่ มีชื่อเสียง ไม่มีคนคิดร้าย หรือเป็นศัตรูนั่นเอง ส่วนอีกความเชื่อหนึ่งก็บอกว่า หากปลูกต้นมะยมไว้ทางทิศตะวันตก จะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจได้


 ต้นมะม่วง

          นอกจากจะให้ร่มเงา และผลแสนอร่อยแล้ว มะม่วงยังเป็นต้นไม้มงคลที่มีความเชื่อมาตั้งแต่พุทธกาลว่า หากปลูกต้นมะม่วงไว้ทางทิศใต้ของบ้านแล้ว จะทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านร่ำรวยยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันไม่ให้คนอื่นมารังแก รังควาน หรือใส่ความได้ด้วย




 ต้นขนุน

          อีกหนึ่งต้นไม้ชื่อมงคลที่คนนิยมปลูกเช่นกัน เพราะตามความเชื่อของคนโบราณ บอกกันว่า การปลูกต้นขนุนจะทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับการสนับสนุน มีคนคอยอุปการะอุดหนุนจุนเจือ คอยให้ความช่วยเหลือ มีคนสรรเสริญ สามารถป้องกันอันตรายและคนใส่ร้ายป้ายสีได้ ซึ่งหากบ้านไหนคิดจะปลูกต้นขนุนแล้วล่ะก็ ควรเลือกปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะดีที่สุด โดยให้หัวหน้าครอบครัวเป็นคนลงมือปลูกในวันจันทร์ หรือวันพฤหัสบดี



 ต้นมะขาม

          หากบ้านไหนต้องการให้ผู้อื่นเกรงขาม ตามความเชื่อเขาแนะนำให้ปลูกต้นมะขามไว้ทางทิศตะวันตก เพราะเชื่อกันว่า ต้นมะขามจะทำให้ผู้อยู่อาศัยเป็นที่น่าเกรงขามต่อผู้อื่น และทำให้คนชื่นชอบ นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันคดีความ ภูตผีปีศาจ และผีซ้ำด้ำพลอย




  ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน

          ต้นไม้ประจำชาติไทยที่ออกดอกสีเหลืองทองสวยอร่ามนี้ คนไทยสมัยโบราณเชื่อกันว่า หากนำมาปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน จะช่วยให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นทวีคูณ นอกจากนี้ จะช่วยให้คนในบ้านมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ด้วย เพราะต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำชาติไทย ส่วนใบของราชพฤกษ์ก็มักถูกนำไปใช้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ คนจึงเชื่อว่า ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากทีเดียว



 ต้นกล้วย

          ต้นไม้ที่ปลูกง่ายอย่างต้นกล้วยนี้ ก็เป็นต้นไม้ที่คนไทยสมัยก่อนนิยมปลูกไว้ในบ้านกันมาก เพราะนอกจากจะสามารถนำส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วย ทั้งหัวปลี ลำต้น ผล ใบ ฯลฯ มาทำประโยชน์ได้มากมายแล้ว เขายังมีความเชื่อด้วยว่า การปลูกต้นกล้วยไว้ทางทิศตะวันออกของบ้านจะช่วยให้การทำงานราบรื่น คิดสิ่งใดทำสิ่งใดก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากนั่นไง  




ต้นไผ่

          ตามตำราฮวงจุ้ยของจีนบอกไว้ว่า ต้นไผ่เป็นสัญลักษณ์ของความสง่าเหนือธรรมชาติ หากปลูกไว้ในบ้านจะเสริมมงคลให้ผู้อยู่อาศัย ทำให้เป็นคนมุ่งมั่น ตั้งใจจริง มีสติปัญญา เอื้ออารี และกตัญญูรู้คุณ ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนไทยที่เชื่อกันว่า หากปลูกต้นไผ่ไว้ในบริเวณบ้าน จะทำให้สมาชิกในบ้านตั้งใจทำงาน ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ไม่คดโกงเอารัดเอาเปรียบใคร นั่นก็เป็นเพราะลักษณะของต้นไผ่ที่มีลำต้นเหยียดตรง แข็งแรง สามารถต้านทานแรงลมพายุได้นั่นเอง

          หากจะปลูกต้นไผ่ ควรปลูกไว้ริมรั้วของบ้าน หรือบริเวณที่โล่งกว้าง ให้ต้นไผ่ได้แตกหน่อเจริญงอกงาม และควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออก เพื่อให้ต้นไผ่ได้รับแสงแดดยามเช้า นอกจากนี้ ยังควรปลูกต้นไผ่ในวันเสาร์จึงจะเป็นมงคล อ้อ...ลืมบอกไปว่า ต้นไผ่มีหลากหลายชนิด ทั้งไผ่เหลืองทอง ไผ่สีสุก ไผ่เตี้ย ไผ่น้ำเต้า แต่คนโบราณเชื่อกันว่า ถ้าปลูกไผ่สีสุกจะช่วยให้สมาชิกในบ้านประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง และมีความสุขกันถ้วนหน้า เพราะชื่อไผ่สีสุกไปคล้องกับคำอวยพรที่ว่า "มั่งมีศรีสุข" นั่นเอง

การป้องกันและกำจัดโรคพืช

การป้องกันและกำจัดโรคพืช

สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน ดังนี้
๑.    การเลือกที่ปลูกควรคำนึงถึงความเหมาะสม ๒ ประการ คือ

๑.๑ ด้านเศรษฐกิจ ให้เลือกบริเวณปลูกใกล้ตลาดที่มีการขนส่งสะดวก และระยะใกล้ที่สุด เพื่อลดปัญหาค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษา และลดระยะเวลาเสี่ยงต่อความเสียหายที่พืชผลหลังเก็บเกี่ยว จะถูกทำลายด้วยโรคและแมลง เช่น โรคเน่าเละของพืชผัก โรคผลเน่าของไม้ผล เป็นต้น

๑.๒ ด้านการเพาะปลูก เลือกบริเวณที่มีสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะแก่พืชที่ปลูก เพื่อให้พืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะกล้า และต้นอ่อน ซึ่งเป็นระยะที่อ่อนแอต่อโรคต่างๆ เจริญเติบโตเร็ว เป็นการหลีกเลี่ยงการเป็นโรค เช่น โรคเน่าระดับคอดิน โรคราน้ำค้างข้าวโพด เป็นต้น

เลือกปลูกพืชในบริเวณที่ไม่เคยมีโรคระบาดมาก่อน หรือไม่ควรปลูกพืชเดิมซ้ำแปลงเดิมที่เป็นโรค ควรเว้นระยะปลูกพืชนั้น ให้นานพอประมาณ เพื่อลดปริมาณเชื้อที่เคยระบาดวิธีนี้จะช่วยลดการเกิดโรคได้มาก โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อสาเหตุ ที่อาศัยอยู่ในดิน

๒. การเตรียมดินและการปรับปรุงดิน 
๒.๑ การเตรียมดิน วัตถุประสงค์หลักของการเตรียมดิน โดยการขุด ไถพลิกดิน หรือพรวนด้วยเครื่องมือนานาชนิด เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วน มีการระบายหรืออุ้มน้ำดี และอุณหภูมิภายในดินเหมาะสมแก่การปลูกพืช ซึ่งนอกจากจะทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว หลีกเลี่ยงการเกิดโรคแล้ว การตากดินเป็นครั้งคราวประมาณครั้งละ ๑๐-๑๕ วัน ยังช่วยลดปริมาณเชื้อโรคในดิน และกำจัดวัชพืชต่างๆ โรคหลายชนิด เช่น โรคราน้ำค้าง โรคเขม่าดำ โรคตากลของถั่วเหลือง เชื้อสาเหตุจะยังเจริญอยู่ในเศษส่วนหนึ่งที่เน่าเปื่อยของพืชเป็นโรค หรือส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่า สปอร์ ยังตกค้างอยู่ในดิน ซึ่งการไถพลิกดินตากแดดนี้ช่วยลดปริมาณเชื้อ และการเกิดโรคในฤดูปลูกต่อไปได้ ส่วนแปลงที่มีไส้เดือนฝอยรากแผลระบาด การไถพลิกดินตากแดดในฤดูร้อนจะช่วยฆ่าไส้เดือนฝอยรากแผล ซึ่งไม่ทนต่อความร้อนแห้ง และฆ่าตัวอ่อนของไส้เดือนฝอยรากปม ส่วนไข่จะได้รับออกซิเจน และความอบอุ่น เร่งให้ฟักเป็นตัว และถูกความร้อนฆ่าต่อไป

๒.๒ การปรับปรุงดิน ดินในบางท้องที่เป็นกรดมากเกินไป (เรียกว่า ดินเปรี้ยว) หรือเป็นด่างมากเกินไป ซึ่งเป็นส่วนส่งเสริม ให้เชื้อโรคบางชนิดเจริญได้ดี หรือธาตุอาหารบางอย่างอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ไม่ได้ เป็นสาเหตุให้เกิดอาการผิดปกติ และโรคระบาดเกิดขึ้น ฉะนั้นควรตรวจดูความเป็นกรดเป็นด่างของดินเป็นครั้งคราว ถ้าทำเองไม่ได้ ก็ควรส่งตัวอย่างดินหรือพืช มาวิเคราะห์ที่กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร ซึ่งก็จะได้คำตอบพร้อมทั้งคำแนะนำในการปรับปรุงดินที่เหมาะสมต่อไป สำหรับวิธีแก้ไขง่ายๆ เมื่อทราบว่าดินเป็นกรด คือการใส่ปูนขาวแล้วคลุกดินให้ดี ไม่ควรโรยที่ผิวหน้า เพราะเมื่อปูนขาวถูกน้ำ จะจับกันเป็นก้อนแข็ง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการปลูกพืช การใส่ปูนขาวจะมากน้อยขึ้นอยู่กับความเป็นกรดของดินที่จะปรับ นอกจากนี้ยังนิยมใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยอนินทรีย์ (ปุ๋ยวิทยาศาสตร์) มาช่วยในการปรับปรุงดิน ตามความเหมาะสม แล้วแต่กรณีไป

๓. การเลือกพืชปลูกสลับหรือพืชหมุนเวียน

เป็นวิธีที่จะช่วยป้องกัน และลดความเสียหายจากการระบาดของโรคบางชนิดได้ โดยเฉพาะเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในดิน การพิจารณาว่า จะใช้พืชอะไรมาปลูก และนานเท่าใดนั้น ควรมีหลักดังนี้

๓.๑ ความสามารถที่จะอยู่ในบริเวณแปลงเป็นโรคนานเท่าไร

๓.๒ ปริมาณเชื้อมีมากน้อยแค่ไหน และความสามารถในการแพร่ขยายพันธุ์

๓.๓ พยายามมาลดปริมาณของเชื้อให้น้อยลง โดยการปลูกพืชที่ทำลายเชื้อสาเหตุ เช่น ดาวเรือง ซึ่งขับสารทำลายไส้เดือนฝอย ทำให้ปริมาณไส้เดือนฝอยลดลง

๓.๔ ต้องระวังพืชบางชนิดที่เชื้อเข้าเจริญขยายพันธุ์ได้ดี แต่พืชไม่แสดงอาการโรคให้เห็นเด่นชัด เพราะฉะนั้น จึงกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ เมื่อปลูกพืชเศรษฐกิจก็อาจจะถูกเชื้อเข้าทำลายเสียหายรุนแรง

จากหลักดังกล่าว พืชที่นำมาปลูกสลับ หรือหมุนเวียนนั้น ส่วนใหญ่ไม่ควรใช้พืชพวกเดียวกัน เช่น ปลูกพริกแล้วเป็นโรคเหี่ยว ก็ควรใช้ข้าวโพด ถั่ว หรือ ผัก มาปลูกสลับ ๑-๒ ปี แล้วจึงหันมาปลูกพริกใหม่ พวกไส้เดือนฝอย รากแผลซึ่งเข้าทำลายข้าวโพด แต่ไม่ทำลายฝ้ายกับถั่วลิสง ดังนั้นเมื่อปลูกฝ้าย และถั่วลิสงหลังข้าวโพด จะให้ผลผลิตของพืชทั้งสอง และจำนวนไส้เดือนฝอยจะลดลง เมื่อถึงเวลาปลูกข้าวโพดใหม่ข้าวโพดจะไม่เสียหาย เนื่องจากไส้เดือนฝอยชนิดนี้ ในทางตรงข้าม ปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อลดความเสียหายจากไส้เดือนฝอยรากปม ไม่ค่อยได้ผล เพราะไส้เดือนฝอยรากปมมีพืชอาศัย (กว่า ๒,๕๐๐ ชนิด) นอกจากจะปลูกพืชที่ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ เช่น ถั่วโครตาลาเลีย ซึ่งมีความต้านทานต่อไส้เดือนฝอยรากปม และต้องใช้วิธีอื่น ในการป้องกัน และกำจัดไส้เดือนฝอยรากปม เป็นต้น

๔. การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์ 
เมล็ดพันธุ์ และส่วนขยายพันธุ์ที่ปราศจากโรค เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะต้องมีการคัดเลือก เพื่อนำมาปลูก เพราะจะเป็นการป้องกันการเกิดโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้นจึงควรคัดเลือกจากต้นพืชปกติ หรือซื้อหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้

การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ดี นำไปเพาะปลูก

กรณีที่กสิกรผลิตเมล็ดพันธุ์ หรือส่วนขยายพันธุ์เองควรจะมีการวางแผน เช่น เลือกบริเวณปลูกส่วนใดส่วนหนึ่งที่เหมาะสม มีการดูแลทั่วถึง เพื่อปลูกพืช ส่วนที่จะใช้ขยายพันธุ์ต่อไป หรือกสิกรควรมีการคัดเลือกพืชต้นที่แข็งแรง ไม่แสดงอาการเป็นโรคต่างๆ มีการดูแลรักษาพิเศษ พร้อมทั้งศึกษาวิธีการเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ถูกต้อง และมีคุณภาพดี ควรทราบว่า มีโรคหลายชนิดที่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ กิ่งตอน หรือท่อนพันธุ์ เช่น โรคใบขาวของอ้อย โรคราน้ำค้างข้าวโพด วิธีการเก็บเมล็ดข้าวโพด คือ ต้องตากเมล็ดให้แห้ง พบว่าเมล็ดที่มีความชื้นน้อยกว่า ๙ เปอร์เซ็นต์ จะไม่ถ่ายทอดโรคราน้ำค้างนี้
การคัดเลือกพืชที่ปราศจากโรค นำมาขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
กรณีที่กสิกรจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ หรือส่วนขยายพันธุ์จากแหล่งอื่น ถ้าเป็นบริเวณใกล้เคียง ควรสืบประวัติที่มา ของส่วนขยายพันธุ์นั้นๆ ว่า มาจากแหล่งที่มีโรคระบาดหรือไม่ และควรซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ ถ้าไม่แน่ใจว่า พืชมีโรคติดมาหรือไม่ ควรมีการป้องกันการเกิดโรคที่ติดมากับส่วนขยายพันธุ์ โดยวิธีที่เหมาะสม เช่น ใช้ยาคลุกเมล็ด หรือแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน หรือสารเคมีบางชนิด ตัวอย่างเช่น โรคแอนแทรคโนสของพริก ถ้าจำเป็นต้องเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงที่เป็นโรค ให้แช่เมล็ดในน้ำร้อนอุณหภูมิ ๕๐-๕๒ องศาเซลเซียส นาน ๓๐ นาที หรือคลุกยาเดลเซน เอ็มเอ็กซ์ (Delsene MX) ก่อนนำไปปลูกจะช่วยลดการเกิดโรคได้ ส่วนท่อนพันธุ์อ้อย ซึ่งต้องเก็บจากแปลงที่เป็นโรคใบขาว ควรแช่ในสารละลายเตตราไซคลิน (Tetracycline HCI) เข้มข้น ๕๐๐ ppm. ทำให้ร้อน ๔๕-๕๕ องศาเซลเซียส นาน ๓๐ นาที สามารถทำให้อ้อยไม่เป็นโรคจนเป็นอ้อยตอปีที่ ๑

 การคัดเลือกพืชที่ปราศจากโรค นำมาขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ   
                                                             
กรณีที่กสิกรสั่งพันธุ์จากต่างประเทศ ควรมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่า ปราศจากโรค ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีการนำเชื้อโรค ซึ่งเดิมอาจไม่เคยมีในประเทศไทยเข้ามาแพร่ระบาด และอาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงได้ ซึ่งมีตัวอย่างในต่างประเทศมาแล้ว สำหรับประเทศไทยสันนิษฐานว่า โรคใบไหม้ของข้าว ที่เคยทำความเสียหายให้กับข้าว ได้รับมาจากประเทศญี่ปุ่น หรือโรคราน้ำค้างข้าวโพด พบรายงานครั้งแรกในปี ๒๕๑๑-๑๒ อาจติดเข้ากับเมล็ดพันธุ์ ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ปัจจุบันระบาดทำความเสียหายมาก และยังไม่มีวิธีที่เหมาะสม ที่จะยับยั้งการแพร่ระบาดโรคได้ เพราะฉะนั้น การสั่งพันธุ์จากต่างประเทศ จึงควรระมัดระวังการนำเชื้อโรคข้ามประเทศมาระบาด ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาขั้นรุนแรงได้ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

๕. การเลือกเวลาปลูก 
โรคบางอย่างอาจหลีกเลี่ยง หรือหนีโรคได้ ถ้าเราเลือกเวลาปลูกให้ดี เช่น ถ้าพืชนั้นเกิดโรครุนแรงในฤดูฝน ก็ควรเลี่ยงมาปลูกต้น หรือปลายฤดูฝน ถ้าเกิดโรคมากในฤดูหนาวมีควรเลี่ยงมากปลูกต้นหรือปลายฤดูแทน ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น โรคราน้ำค้างของข้าวโพดเริ่มระบาดในช่วงต้นฝน คือ ประมาณเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม และข้าวโพด จะเป็นโรครุนแรงในช่วงอายุน้อยกว่า ๑ เดือน จึงควรทำการปลูกข้าวโพดก่อนกำหนดเวลาปลูก โดยทั่วไปประมาณ ๑ เดือน จะช่วยให้ข้าวโพดเจริญเติบโต และแข็งแรงพอที่จะต้านทานโรคได้ และทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นน้อยลง

๖. การใช้สารเคมี 
ปัจจุบันสารเคมี เช่น ยาป้องกัน และกำจัดรา ยังมีความจำเป็นต้องนำมาใช้ช่วยในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก การใช้สารเคมีเหล่านี้จำเป็นต้องมีการศึกษาให้ทราบเสียก่อนว่า มียาอะไรบ้างที่ฉีดแล้วได้ผล ควรจะฉีดระยะเวลาใด และควรฉีดบ่อยครั้งแค่ไหน กสิกรไม่ควรไปขอซื้อยาตามตลาด ซึ่งทั้งผู้ซื้อและขายก็ไม่ทราบว่า จะเอาไปฉีดป้องกันโรคอะไร ใช้แล้วให้ผลอย่างไร ซึ่งเป็นการเสี่ยงมาก ที่กล่าวว่า เป็นการเสี่ยงมาก เพราะถ้าใช้ยาผิดทำให้ยาไม่ได้ผล เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นแล้ว บางครั้งยังทำให้เชื้อโรคสาเหตุเพิ่มความรุนแรงของโรคมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นการจะพิจารณาใช้ยาอะไร ควรคิด และสอบถามผู้รู้ หรือหน่วยงานราชการทางการเกษตรให้รอบคอบเสียก่อนจึงตัดสินใจใช้

สารเคมีหรือยาปราบศัตรูพืชนี้ สามารถแบ่งการใช้ประโยชน์ได้ ๓ ประเภท คือ

๖.๑ กำจัดศัตรูพืชให้หมดสิ้นไปมากที่สุด มักจะกระทำก่อนเริ่มปลูกพืช เช่น การอบดินฆ่าเชื้อ ซึ่งมีผลฆ่าทั้งศัตรูพืช เช่น ไส้เดือนฝอย เชื้อโรคในดิน วัชพืช และเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ ที่อาจมีประโยชน์ด้วย หรืออาจกระทำให้ขณะที่ปลูกพืชแล้ว แต่ต้องมีการคัดเลือกชนิดของยาให้เหมาะสม และไม่เป็นอันตรายต่อพืช

๖.๒ การฉีดยาป้องกันศัตรูพืช การใช้ยาประเภทนี้จะมีการวางแผน และฉีดยาล่วงหน้าก่อนเกิดโรค โดยใช้หลักว่า ปลูกพืชอะไร พืชนั้นมีโรคอะไรบ้างเกิดโรคในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างไร จากนั้นจะมีการคัดเลือกชนิดยาที่เหมาะสม (ส่วนมากมักเป็นยาเคลือบคลุมส่วนต่างๆ ของพืช) ส่วนการวางตารางการฉีดยาว่า จะบ่อยครั้งแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น โรคราน้ำค้างขององุ่น มียาหลายชนิดที่ใช้ได้ผล และโดยทั่วไปนิยมฉีด ๓ ครั้ง คือ ก่อนดอกบาน หลังดอกบานและอีก ๒๑ วันหลังจากฉีดครั้งที่ ๒ อย่างไรก็ตามความบ่อยครั้งของการฉีด ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสภาพของแต่ละท้องถิ่น ถ้ามีฝนตกชุก จะต้องมีการฉีดบ่อยครั้งขึ้น แต่ที่ต้องทำแน่นอนคือ ก่อนและหลังดอกบาน และควรคำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดกับใบดอก ผลที่ติดใหม่ ซึ่งยาบอร์โอมิกซ์เจอร์มักทำให้เกิดอันตรายต่อองุ่น

วิธีการเตรียมท่อนพันธุ์อ้อยก่อนปลูก เพื่อลดโรคใบขาว

การป้องกันที่เห็นได้ชัดและทำกันเสมอ คือ การใช้ยาคลุกเมล็ดหรือแช่ท่อนพันธุ์ ซึ่งมีตัวอย่างมากมาย เช่น เมล็ดข้าวโพด คลุกยาเมทาแลกซีล (metalaxyl) ก่อนคลุก ใช้น้ำพรม แล้วคลุกเมล็ดให้เปียกพอประมาณ เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้าง เมล็ดพริก คลุกยา เดลเซน เอ็มเอ็กซ์ (Delsene MX) ป้องกันโรคแอนแทรคโนส ยาสูบ คลุกยาแคปแตน ๕๐ (Captan 50) ป้องกันโรคตากบ ซึ่งเกิดจากเชื้อรา มะเขือเทศ คลุกยาแคปแตน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ (captan 75%) เพื่อป้องกันโรคเหี่ยว ส่วนการแช่ท่อนพันธุ์ นิยมทำกันมากกับพืชบางชนิด เช่น อ้อย (ดูหัวข้อ การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และส่วนขยายพันธุ์)
การฉีดยาฆ่าแมลง เพื่อทำลายแมลงนำเชื้อโรค

เป็นการฉีดยาที่จำเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน โรคพืชหลายชนิดที่เกิดจากเชื้อไวรัส หรือไมโคพลาสมามีแมลงพวกเพลี้ย จักจั่น เพลี้ยกระโดด แมลงหวี่ขาว เป็นตัวนำเชื้อโรค และถ่ายทอดไปยังต้นปกติใกล้เคียง หรือที่ที่แมลงบินไปถึง ฉะนั้น การฉีดยาฆ่าแมลงเป็นครั้งคราว จะช่วยงดการระบาดของโรคได้ตัวอย่างเช่น โรคใบสีส้มของข้าว มีเพลี้ยจักจั่นสีเขียวเป็นตัวนำโรค ใบหดของยาสูบมีแมลงหวี่ขาวเป็นตัวนำโรค เป็นต้น
๖.๓ การฉีดยารักษาต้นพืชที่เป็นโรค พืชบางชนิดโดยเฉพาะพวกที่มีราคาแพง หรือหายาก เช่น กล้วยไม้ หรือไม้ยืนต้นบางประเภท ถ้าเป็นโรคจะเผาทิ้งทันที ก็เสียดาย จึงพยายามหาทางรักษา หรือพืชผลที่ปลูกในพื้นที่มากๆ เมื่อเกิดโรคระบาดแล้ว จะต้องคัดเลือกหายา ที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสม (ดูข้อ ๖) ฉีดกำจัดโรคนั้น เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด หรือลดความเสียหายลง แต่โดยหลักปฏิบัติ ในการป้องกันและกำจัดโรคนั้น จะต้องยึดถือหลักที่ว่า ควรทำการป้องกัน ไม่ให้พืชเป็นโรค มากกว่าการรักษา (ดู ๖.๒) เพราะการรักษาพืชให้หายดี เช่น พืชปกตินั้น ย่อมทำได้ยาก                
การฉีดเททระไซคลินเข้าต้นลำไย เพื่อรักษาโรคพุ่มไม้กวาด


๗. การตัดแต่งส่วนเป็นโรคหรือทำลายต้นเป็นโรค 
เมื่อพบโรคระยะเริ่มต้น เป็นเพียงเล็กน้อยที่กิ่งก้านหรือใบ ควรตัดส่วนที่แสดงอาการออกทิ้ง หรือขุดต้นที่เป็นโรคออกทำลายโดยการเผา หรือฝังลึกๆ ไม่ควรกองทิ้งไว้ในบริเวณแปลงปลูก เพราะเชื้อสาเหตุในชิ้นส่วนเป็นโรคเหล่านั้นยังไม่ตาย และจะแพร่ระบาดเข้าทำลายพืชปกติต่อไป ในบางกรณีจำเป็นต้องขุดต้นออกทิ้ง เนื่องจากเชื้อเข้าทำลายจนทำให้ต้นทรุดโทรม รักษาให้หายได้ยาก เช่น โรครากเน่าของทุเรียน โรครากเน่าของส้ม เป็นต้น

ข้อควรระวัง 
๑. ในการตัดแต่งกิ่งก้าน หรือแต่งทรงพุ่มของไม้ผล การตัดไม้ดอกเพื่อจำหน่าย เช่น ดอกกล้วยไม้ ดอกหน้าวัว หรือแม้กระทั่ง การตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคทำลายทิ้ง ควรทราบว่า มีโรคบางชนิดที่ติดไปกับมีด หรืออุปกรณ์ที่ใช้ เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถถ่ายทอดโรคได้ง่ายโดยเชื้อในน้ำเลี้ยงพืชเป็นโรคติดไปกับมีด หรือเครื่องมือที่ใช้ เมื่อนำไปตัดต้นปกติ ก็จะทำให้ต้นปกติเกิดโรค และทำให้เกิดการแพร่ระบาด เช่น โรคไวรัสของกล้วยไม้ ซึ่งมีระบาดทั่วไปทุกแหล่ง เนื่องจาก การขยายพันธุ์โดยขาดความระมัดระวัง ดังนั้นจึงต้องมีการฆ่าเชื้อที่ติดมากับเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ด้วย 
๒. แผลที่เกิดจากการตัดแต่งดังกล่าว จะต้องมีการทายากันราหรือฉีดยาบริเวณที่เป็นโรค ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเข้าทำลายทางบาดแผล และเพื่อลดปริมาณ หรือฆ่าเชื้อในบริเวณที่พบโรค ซึ่งจะเป็นทางป้องกันการแพร่ระบาดโรคต่อไป

๘. การใช้พันธุ์ต้านทานโรคปลูก 
พืชที่จะนำมาปลูก นอกจากจะมีการคัดพันธุ์ทางด้านการเจริญเติบโตให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีแล้ว ยังจะต้องมีการคัดพันธุ์ หรือพยายามผสมพันธุ์ใหม่ให้ได้พันธุ์ที่มีความต้านทานโรคมาปลูก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาต้นทุนการผลิตสูง คือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในด้านการดูแลรักษา และการใช้ยาฉีดป้องกันโรคหรือแมลง ปัจจุบันบ้านเราก็มีพืชพันธุ์ต้านทานโรค ที่ใช้ได้ผล และแพร่หลาย อยู่ในขณะนี้ เช่น ข้าวพันธุ์ ก.ข. ๑,๓,๕ ซึ่งต้านทานโรคใบสีส้ม ข้าวพันธุ์ ก.ข. ๗. ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ข้าวโพดพันธุ์ "สุวรรณ๑" ต้านทานโรคราน้ำค้าง เป็นต้น

ความต้านทานของพืชต่อโรคในแต่ละท้องถิ่นอาจแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ชนิดของเชื้อ เช่น โรคใบไหมของข้าว จะมีพันธุ์ต้านทานแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น

ภาคเหนือ ใช้พันธุ์ เหนียวสันป่าตอง คอเหลือง ๖๘๗ คำผาย ๑๕ และ ดอกมะลิ ๓
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้พันธุ์ทางยี ๗๑ เหนียวสันป่าตอง คำผาย ๔๑ น้ำสะกุย ๑๙ ขาวดอกมะลิ และขาวปากหม้อ ๖๗
ภาคกลาง ใช้พันธุ์ นางมล เอส ๔ ขาวปากหม้อ
ภาคใต้ ใช้พันธุ์ เผือกน้ำ ๔๓ พวงไร่ ๒

งานทางด้านการคัดพันธุ์นี้จะต้องทำอยู่ตลอดเวลา ดังได้กล่าวแล้วว่าเชื้อโรคส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตและพยายามปรับตัว หรือผสมข้ามพันธุ์ ทำให้ได้เชื้อใหม่ที่มีความสามารถในการเข้าทำลายพืชต้านทานของเรา ดังนั้น พืชต้านทานแต่ละพันธุ์จึงมักมีช่วงระยะจำกัด จะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับความสามารถของเชื้อ พืชบางชนิดจะมีความต้านทานในระยะสั้นมาก เช่น ข้าวสาลี เพราะเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคราสนิมเหล็กในแต่ละท้องถิ่น มีหลายพันธุ์ และมักมีการผสมหรือปรับตัว เกิดสายพันธุ์ใหม่ที่จะเข้าทำลาย และเกิดโรคกับพันธุ์ต้านทานได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น

วิธีการต่างๆ ที่กล่าวมานั้น ถ้าจะเลือกใช้แต่เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งมักจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ปัจจุบันได้มีการเน้นถึงการใช้วิธีการต่างๆ ดังกล่าวร่วมเข้าด้วยกัน ในลักษณะผสมผสาน (integrated control) และพยายามลดการป้องกันและกำจัดโดยการใช้ยา ทั้งนี้ เพราะการใช้ยา ซึ่งเป็นสารเคมี ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีที่เห็นผลรวดเร็ว ในการควบคุมและกำจัดโรค แต่ก็เป็นวิธีที่ทำลายความสมดุลของธรรมชาติ และเป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค จึงสมควรนำมาใช้ เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ส่วนวิธีการแบบผสมผสานโดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การคัดพันธุ์ปลูก การเลือกเวลาปลูกให้เหมาะสม รวมทั้งการปลูกพืชสลับหมุนเวียนที่ถูกต้อง จะช่วยลดปัญหาศัตรูพืชได้ผลดีพอควร ซึ่งจะต้องมีการศึกษา และปรับปรุงวิธีดังกล่าวนี้ ให้มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมในแต่ละกรณีต่อไป